| Profil von amaieI am my Amaie *BlogListen | Hilfe |
|
ฝันร้ายทำไมช่วงนี้ถึงชอบฝันว่าตัวเองไปยืนอยู่ตรงไหนซักแห่งไกล ๆ ไกล ไกล มากๆ
ก็ไม่รู้ว่าไกลแค่ไหน แต่ความรู้สึกตอนนั้นมันบอกว่าไกลละมั๊ง
ตอนกลางคืน ฟังเพลง จนเผลอหลับไป เกือบทุกคืน เพลงมันก็วน วน วน อยู่หลายรอบ
มันเศร้า ๆ
ความรู้สึกตอนฝันก็พลอยเศร้าไปด้วย
ไม่ค่อยจะชอบความรู้สึก ตอนจำความฝันได้เลยแฮะ มันเหมือนอ่านหนังสือข้ามหน้า ไม่ประติดประต่อกัน
จำได้ลางๆ ว่า เหมือนจะรอให้ใครมารับ.. ก็ไม่ใช่
เพราะยิ่งยืนอยู่นาน ความรู้สึกมันเหมือนจะไกลมากขึ้นเรื่อยๆ
จนกลายเป็นความรู้สึกกลัว
ถึงมันจะใช้เวลาดำเนินความฝันไม่นาน แต่มันก็นานพอ ที่จะทำให้เหมือนจริงมากๆ
พอตื่นมา ก็รู้สึกว่าตัวเองน้ำตาไหล
ตอนนั้นไม่ได้นึกถึง "ความฝัน" แต่คงเป็นเพราะ ความรู้สึก ที่อยู่ในความฝันมันยังอยู่ ก็เลยปล่อยให้น้ำตามันไหลต่อไปเรื่อยๆ
ทั้งวัน
รักนิรันดร์ชั้นไม่เชื่อ ใน "รักนิรันดร์"
.
.
พอๆ กับที่จะไม่เชื่อ
คำว่า "จะไม่ลืม"
จากปากใครต่อใครที่ผ่านมาในชีวิตนั่นแหละ
.
.
แล้วก็ไม่อยากรู้สาเหตุด้วย
ว่าเพราะอะไร
.
.
ชั้นอาจจะรู้
เหมือนที่คนอื่นรู้
.
.
ทุกคนเกิดมาลำพัง
อยู่...
เพื่อจากไปอย่างลำพังเช่นกัน
ความรัก
มันอาจจะเป็นแค่ความรู้สึก
เหมือน เกลียด สุข หรือ เศร้า ..
แล้วทำไมคนเราไม่คิดว่า
จะเกลียดคนๆ นี้ทุกชาติบ้างนะ .. ?
ชั้นเคยบอกคนๆ นึง พร้อมกับตบ (ที่น่าจะเรียกว่าต่อยมากกว่า)
ว่า "ชั้นจะเกลียดแกไปทุกๆ ชาติเลยคอยดูสิ!!"
คู่สนทนาที่ถูกทำร้ายนั่น ยิ้ม แล้วก็หันหลังเดินไป
ชั้นคิดอยู่ตั้งนาน
มันยิ้มทำไมกันวะ ?
มันเยาะเย้ยในคำพูดของกูเหรอ ?
หรือมันแค่อยากให้เรารู้ว่าไอ้ที่ตบไปมันไม่รู้สึก
.
.
จนวันนึง ที่กลับมาดีกันแล้ว
ชั้นถามมันไปว่า
"แกยิ้มทำไม ?"
มันตอบว่า
" ที่แกพูดมา มันหมายถึง อย่างน้อยๆ แกก็นึกถึงเราทุกชาติ "
เออ.. มันก็จริง
แล้วทำไมเราไม่ตามไปเกลียดใครทุกๆ ชาติเหมือนอย่างรักบ้างนะ ?
หรือว่า คนอื่นเค้าจะไม่มีคนที่เกลียดกัน ?
อันนี้ไม่รู้....
เถียงอยู่หรือเปล่าคะ ?
ว่าน่าจะเชื่อในคำว่า "รักนิรันดร์"...
.
.
เมื่อประมาณ.. เอาเถอะไม่อยากบอกเวลา
เพราะพอมาเทียบกับอายุตัวเองแล้ว จะไม่ค่อยน่าเชื่อถือ
.
.
ชั้นเคยบอกผู้ชายคนนึงไว้ว่า
ชั้นจะรักเค้าตลอดไป...
แถมย้ำด้วย "จริงๆ นะ สาบานเลยก็ได้"
แต่ตอนนี้จำไม่ได้ว่าไอ้บ้านั่นตอบกลับมาว่าอะไร
จำได้แค่ วันที่ความรักนิรันดร์ที่เอ่ยออกมา มันได้หายไปแล้ว
เดินผ่านกัน
เรามองหน้ากัน
เราทั้งคู่อาจจะคิดถึงวันนั้น
.
.
รักตลอดไป
.
.
มันไม่มีอยู่จริงแล้ว
ชั้นเลิกแล้วล่ะ
ไอ้แสวงหาความรักนิรันดร์นั่น
.
.
เลิกที่จะตามบอกรักใคร
โดยที่ตัวเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำ
ว่า นั่นคือความรู้สึกจริงๆ รึเปล่า
.
.
แต่ก็น่าแปลก
ที่ความรัก (ของชั้นคนเดียว)
มันเกิดขึ้นยากมากในบางครั้ง
และเกิดขึ้นได้ง่ายดาย ในบางครา
แต่ชั้นก็เชื่อว่านั่นคือรัก
และเป็นรักแท้
.
.
คนเราต้องการ
อะไร
จาก
" รักแท้ "
.
.
ถ้าคุณเหงา
คุณจะต้องการอะไร
ระหว่าง
"รัก" ที่มันเกิดขึ้นง่ายๆ และไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อใด
กับ
"รักแท้" ที่ชาตินี้คุณอาจจะไม่ได้เจอมัน แต่รู้แน่นอนว่ามันไม่มีวันจบลงแน่ๆ
.
.
ชั้นคงเป็นคนขี้เกียจ "รอ" (มากๆ) แน่ๆ
.
.
ไม่ได้จะโน้มน้ามให้คุณ ไม่เชื่อใน รักนิรันดร์หรอกนะ
(นอนกอดหมูน้อย)
ขี้เกียจเขียนต่อ...
สะกิดบางครั้ง
ก็อยากเอาความเศร้าของตัวเองไปเก็บไว้ในกล่องใต้ต้นไม้ใหญ่
ที่อลิซน้อยนอนหลับอยู่
..
........
แต่ก็กลัวอลิซน้อยจะแอบเปิดกล่องนั้น
แล้วติดความเศร้านั้นไปด้วย
กลัวว่าจะไปวิ่งตามกระต่ายน้อยไปยังเมืองมหัศจรรย์
แล้วคนอ่านอย่างชั้น จะสนุกอะไรละ ?
..
..........
เลยเก็บความเศร้า ไว้กับตัวเอง
กล่องนั้นมันถูกฝั่งลึกลงในใจ
ก่อนที่มันจะถูกเปิดออก
ด้วยคำพูดของใครบางคน
ชั้นไม่อยากให้อลิซน้อยโศกเศร้าหรอกนะ
เธอก็คงไม่อยากให้ชั้นเศร้าใช่มั้ย
แค่คำพูดเบาๆ สั้น ๆ ของเธอมันก็อาจจะทำให้กล่องในใจของชั้นแตกออกมากแล้ว
อย่าสะกิดไปโดนกล่องนั้นเลย ได้โปรด Other side of the worldOther side of the world
ชื่อเพลงๆ นึง ที่ไม่รู้เป็นของใครเหมือนกัน
รู้สึกว่าช่วงนี้จะฟังเพลงแบบนี้บ่อยๆ
มีคนเอาซีดีมาให้ ก็มีแต่เพลงพวกนี้
...
เค้าคงรู้มั๊ง ว่าเราเลิกฟังเพลงไทยมาตั้งแต่ มันมีแต่ "โทไม่รับ" , "โทกลับหน่อยได้มั้ย" ..
ขืนฟัง กลายเป้นโรคประสาทตายซะก่อน
"อีกซีกนึงของโลก" แปลได้แบบนี้ละมั๊ง
พอเสิซเนื้อเพลง ก็ออกมาซะหลายเพลง
เลยไม่รู้ว่า .. เนื้อเพลงของเพลงที่ฟังเป็นยังไง
แต่ชอบ เอ็มวี
ขอคนสองคนที่ไม่รู้จักกัน
เหตุการณ์ที่เจอในแต่ละวันไม่เหมือนกัน
..
ไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลย
เออ.. ก็ไม่รู้จะสร้างเอ็มวีมาทำไมนะ
นึกว่าจะรักกันตอนจบ
ก็เปล่า
So crazy how things can change your life
Now that love is you everything is right And lonliness is the other side Of the world....... ไม่รู้ว่าประโยคนี้ ใช่เปล่า
แต่ไม่รู้สิ
ตอนดู เอ็มวี ก็นึกไปถึง ผู้ชายคนนึง ที่ไม่รู้จัก
แล้วก็กำลังนั่งดูบอลอยู่เหมือนกัน
แต่ เชียร์โปตุเกส .. เมื่อคืน ..
พอดีเราเชียร์อังกฤษ นั่งน้ำตาไหลพรากๆ
เล่นคู่นี้ไปด้วยซี ..
แต่เค้าคงกำลังแฮปปี้ ที่ได้
อาจจะไม่เล่นมั๊ง
เอาเถอะ..
เราไม่รู้ว่าเค้าคนนั้นเป็นใคร
มาจากไหน
อยู่ลองจิจูดที่เท่าไหร่
แต่ก่อนนอนเมื่อคืนนี้
ก็อธิฐานให้ชายคนนั้นมีความสุขมากๆ
เหอะๆ กูใกล้จะบ้าแล้ว
เคยมะ
วันนึงที่ตื่นขึ้นมาแล้วอยากให้คนใกล้ตัวหายไปซะให้หมด
ไม่ก็ตื่นมา แล้ว อยู่อีกซีกนึงของปลายฟ้า
เมื่อวานดู กัปตัน แจ๊ค สแปร์โรว
ไม่ได้ดูทั้งเรื่องหรอก
ดูแค่ตอนนี้ แจ๊คขึ้นเรือ แล้วก็ฮัมเพลง
"พาขอบฟ้ามาให้ชั้น" .. "กับตัน โจรสลัด โว โอ้ว "..
เออ..ๆ ประมาณนี้แหละ
ชอบ
เออๆ ว่าแต่ถึงไหนแล้วนะ
อ่อ.. "อีกฟากนึงของปลายฟ้า"
ชื่อมันหรู ๆ ดี
แต่..
เออ.. ไม่แต่ก็ดี ขี้เกียจ
รู้สึกว่า
กำลังมีใครบางคน รอที่จะรู้จักอยู่
แต่เราอยู่ไกลกันเหลือเกิน
ว่าจะไปเที่ยว
มีตังค์แล้ว
แต่กลับตรวจสุขภาพ แล้วผลออกมาไม่ดีพอสมควร
พี่เลยให้อยู่บ้าน
ติดแหงก..
เลยทำให้คิดมากไปใหญ่
กูกำลังจะตายแล้วใช่มะ..
คืออยากรู้อยู่เหมือนกัน
สมมติว่า ตายแน่ๆ อีกปีนึงนะ
แล้ว...
ไม่ได้ไปตรวจ พอครบปี ตายเลย ไม่ได้รู้มาก่อน
กับ..
ไปตรวจรู้ผล แล้วใกล้จะครบปี .. ใกล้ตาย
ทรมานตอนนั้นน่าดู..
อันไหนมันจะดูดีกว่ากัน
เออ ช่างมันเถอะ
ยังไงกูก็ยังไม่ตาย
ว่าถึงขอบฟ้า
พวกโจรสลัดเนี่ย
เค้าออกค้นหาขอบฟ้ากันใช่มะ
...
อยากย้อนกลับไปตอนคนชื่ออะไรนะ
โคลัมบัส อ่ะ
นายคนนี้ไม่น่าบุกเบิกกับคำนวณของการตกหล่น และสัมพันธภาพโลกกลมเลยว่ะ
อื้ม
แต่มันเกิดขึ้นแล้ว
พวกนักวิทย์ นักเคมี นัก.... อะไรพวกเนี้ย
บางทีก็นำสิ่งไม่ดีมาให้เราเหมือนกันนะ
โจรสลัดอ่ะ
เค้าอยู่ได้โดยหวังว่าจะเจอขอบฟ้า
แต่พวกนี้กลับทำลายความหวัง
เออ.. แต่พวกนี้แหละ ก็ทำให้รู้ว่า ความหวังมันไม่สมหวังอยู่แล้ว
จะว่าไปก็เหมือนพวกหมอนี่แหละ
เรากำลังหวังว่าจะอยู่ไปอีกซัก ยี่สิบปี
แต่เค้ากลับพูดมาคำเดียว
ว่าอาจจะอยู่ได้ไม่ถึง ปี..
ความหวังเราหาย..ไปเลย
ช่างมัน
มาว่าเรื่องเพลงต่อ
สรุปว่า
ชอบเพลงนี้
มากๆๆ
เอาไว้จะลองไปหามาฟังอีกที
อยากจะไปค้นหาขอบฟ้ากับใครบางคน
หรือหลายๆ คน
แต่ความฝันมันต่างกันเกินไป
เราไม่รู้
ว่ายังมีใครคิดแบบนี้อีกมั้ย
ยังมีใครบางคนคิดว่า ยังมีขอบฟ้าอีกมั้ย
ไม่ใช่คนที่ตะโกนแหกปากว่า "ขอบฟ้าต้องกลายเป็นเค้าที่พาไป.. " อะไรนั้นหรอกนะ
ขอบฟ้าจริงๆ ของเรา มันอยู่ตรง ดินแดนที่พื้นน้ำจรดกับเส้นขอบฟ้านั้น
แต่มันก็คงเหมือนรุ้งกินน้ำแหละ
พอเราเข้าไปไกลๆ
มันก็จะหายวับไป...
คว้าไว้ก็ไม่ได้..
แต่พวกเราก็อยู่กันด้วยความหวังว่า มันจะมีอยู่จริงใช่มะล่ะ..
วันนึง เราจะออกไปหาขอบฟ้า กับใครบางคน
แล้วเอาขอบฟ้านั่นกลับมาให้โคลัมบัสดู...
ok มั้ยคะ..
ชายผู้ซึ่งอยู่ Other side of the world..
^^... นาฬิกา รอเวลาถ่านหมดชั้นพึ่งรู้สึกว่า
การที่เรียกร้อง เหนี่ยวรั้ง ฉุดดึง
ใครคนใดคนนึงมาเพื่อให้รู้ว่า เรารัก เนี่ย
มันทรมานอย่างบอกไม่ถูกเลยแฮะ
อีกอย่าง ก็รู้ตัวว่าเป็นผู้หญิง
ทำแบบนั้น เหมือนมันจะไม่สมควร
แต่การกระทำที่แสดงออกไป
ก็แค่เข้าไปใกล้ ๆ ยิ้มให้ แล้วก็เงียบๆ ไว้
ก็ไม่รู้หรอกว่าคนๆ นั้นจะรับรู้หรือเปล่า
แล้วสุดท้าย
ก็รอให้คนๆ นั้น ไม่รู้ตัว
แล้วก็เดินออกไปจากชีวิตอย่างเรียบง่าย
เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
*-*
แล้วก็ปลอบตัวเอง
ไม่เป็นไรหรอก
เดี๋ยวก็มีคนเดินเข้ามาในใจชีวิตใหม่
เรื่อย ๆ
เรื่อย ๆ
ทุกวันนี้ มีคนที่เดินเข้ามาในชีวิตเยอะแยะ
แต่ชั้นกลับทำเป็นไม่สนใจ .. ไม่ไยดี
ไม่ว่าเค้าจะอ้อนวอนขอความรักขนาดไหน..
หรือว่าเค้าจะทำอะไรให้ประทับใจ
มีใครบ้าง ไม่ชอบ ?
มีใครบ้าง ไม่ดีใจที่มีคนมารัก ?
ชั้นแค่อยากให้เวลา
พิสูจน์ ว่าคนๆ นั้นสามารถเข้ามาอยู่ในชีวิตชั้นจริงๆ ไม่หนีออกไปไหน
ก็รู้ว่ายังเด็ก ทำอะไรได้ สื่ออะไรออกไปมากก็ไม่สมควร
แต่ก็ยังไม่มี หรอก คนๆ นั้น ..
ที่จะยืนอยู่ตรงหน้า ตอนชั้นร้องไห้
ยืนอยู่ด้วยกันนานๆ ไม่หนีออกไปซะก่อน
ชีวิตคงมีอะไรให้ทำอีกเยอะแยะ
มากกว่ารอแค่ใครบางคนนั้น เข้ามาในชีวิต *
ก็หวังว่าจะเป้นอย่างงั้นแหละ
หรือไม่ก็อ้าแขนกอดใครคนนั้นไว้
ไม่ปล่อย
เค้าจะได้ไม่หนีออกไปจากชีวิต ที่เหมือนนาฬิการอเวลาถ่านหมด... ของชั้น
นาฬิกา ที่ยังหมุนต่อไปเรื่อย ๆๆ
เรื่อย ๆ
เรื่อย ๆ
จนกว่า จะหมดลมหายใจ
ไม่เป้นไรหรอก ยิ้ม ๆ ไว้ ^*^
ถ้อยคำพยากรณ์อากาศมีคนบอกว่า พรุ่งนี้ฝนจะตก
แต่ก็ไม่ตก
มีคนบอกว่า วันนี้ฝนไม่ตก
แต่ฝนก็ตก
มีคนบอกว่า ฝนไม่ตกพรุ่งนี้
แต่พรุ่งนี้ฝนคงจะตก
มีคนบอกว่า ฝนกำลังจะตก
แต่ที่นี่มันตกอยู่แล้ว
มีคนบอกว่า พรุ่งนี้ฝนตกแต่วันนี้ก็ตก
แต่ฝนไม่ตกทั้งสองวัน
มีคนบอกว่า ฝน คือ ฝน
แต่ ฝน ก็ไม่ใช่ ฝนเสมอไป
มีคนบอกว่า พรุ่งนี้แดดคงออก
แต่แดดมันออกของมันทุกวันอยู่แล้ว
บางคนบอก บางคนฟัง บางคนพูด บางคนเชื่อ
.........
..................
พรุ่งนี้ฝนจะตก แล้วอีกซักพักแดดจะออก
มันเป็นอะไรที่เชื่อถือไม่ได้...
แล้วถ้ามีคนบอกชั้นว่า เธอกำลังจะกลับมาพร้อมฝน
แต่ถ้าฝนไม่ตก เธอจะกลับมามั้ย ? * พฤจิกาชั้นเป็นคนหนึ่ง
ที่เกิดในเดือนปลายฝน ต้นหนาว
พฤจิกา
......
ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน
ตั้งแต่ 5 ปีที่แล้ว
วันนี้ 16 จะเป็นวันที่หนาวที่สุดในฤดูหนาวนั้น ๆ สำหรับชั้น
........
...................
แล้วก็เป็นวันเกิดของชั้น
ความหนาว ทำอะไรได้ ในปีหนึ่ง ๆ
สำหรับบางคน ความหนาว อาจเป็นเพียงการที่อุณหภูมิลดต่ำลง
บางคน ความหนาวอาจจะทำให้ไม่ลุกจากเตียงนอนที่มีผ้าห่มหนาๆ นุ่มๆ
และสำหรับใครหลายๆ คน ความหนาว อาจนำมาซึ่งความเหงา
.........
...................
แต่สำหรับชั้น
ยิ่งหนาวมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องรักตัวเองมากเท่านั้น
ลึก ๆ แล้ว
ความหนาว ทำให้ชั้นเหงา
ทำให้ชั้นเศร้า
ทำให้ชั้นกระวนกระวาย
ทำให้ชั้นร้อนรน
ทำให้ชั้นแทบไม่อยากมีชีวิตอยู่
โดนที่มันไม่รู้ตัวสักนิด
แล้วทำไมชั้นถึงต้องรักตัวเองเพราะความหนาว ?
..........
.....................
คุณเคยกอดตัวเองเมื่อรู้สึกหนาวมั้ย ?
ชั้นทำแบบนั้นบ่อยๆ
ทุกครั้งที่ทำ มันเหมือนกับลมหนาวนั่น สั่งให้ชั้นรักตัวเอง
ไม่มีให้มากอด ก็กอดตัวเอง ..
ไม่มีใครมาทำให้อุ่น ก็ทำให้อุ่นเอง ..
โดยเฉพาะ ในวันเกิด
ยิ่งหนาวเท่าไหร่ มันจะยิ่งทำให้ชั้นรักตัวเองเพิ่มขึ้นเท่านั้น
................ ............................
สำหรับ
คนที่เกิดในเดือยพฤจิกา ..
ชั้นก็หวังว่า
คงจะรู้สึกแบบนั้น
เช่นเดียวกัน... เลือดมีอยู่วันนึง ชั้นพยายามหาคำตอบว่า เลือดในตัวชั้นอุ่นจริงหรือเปล่า
วันนั้น เธอก็ทำให้ชั้นรู้ ว่าเลือดในตัวของชั้นอุ่นกว่าของเธอ
แต่ชั้นไม่ถามเธอหรอก ว่าทำไมเธอถึงเลือดเย็นขนาดนั้น การกระทำมันเฉลยสิ่งนั้นออกมาแล้ว เธอลืมคิดถึง...
คิดถึง...
คิดถึง......
คิดถึง....
คิดถึง....
คิดถึง.....
คิดถึง....
คิดถึง.....
คิดถึง....
คิดถึง.....
คิดถึง.........
จนน้ำใสๆ มันไหลออกมา... จากส่วนลึก
...... ไม่ใช่ .. ไม่ได้ต้องการแบบนั้น...
ไม่ใช่แบบนั้น...
มันไม่ใช่ ...........
ทั้งๆ ที่รู้ดีว่า เปนแค่ใคร... แต่... กลับห้ามใจตัวเองไม่ไหว... อด ... ไม่ได้....
........... ......... สาย.... .........
สาย........ สายเกินไปแล้วจริงๆ...... ........... สายเกินไปแล้ว........ ...........
ความสำคัญมันค่อยๆ หมดไป..... แต่น้ำตายังรินไหล ออกมา ไม่มีที่สิ้นสุด... ........
ทำไม ? .............. ทำไม ? .......................
ทำไม ไม่ลืมซะที...
ลืมความรู้สึกผิด... ............... หากย้อน.. กลับไปได้...
............. ถ้าหาก......... สวรรค์คืนเวลา... เสี้ยวที่เหลือมาให้.... .......... ไม่ใช่คนนั้น...
....................... แต่... สวรรค์ ไม่เห็นค่า.... แม้แต่เสี้ยวเวลาที่ ... สำคัญที่สุดในชีวิตชั้น...... ............... ........................ ..........
เราจะค่อยๆ กลายเป็นคนไม่รู้จักกันในที่สุด..... .......... เธอกำลังลืมความรักของเรา ........ ลืม.....
........ ลืม......
ลืม....... ......... ..........
เพียงฝ่ายเดียว...... ............. .........
แต่... ชั้น........... ไม่ .... ......... .....................
ทำอย่างไง ? น้ำตามันไม่หยุดไหล...
หัวใจมันไม่หยุดร้อง... ความคิด... .....
มัน...
........... ............... ...........
มันนานมาแล้ว.... นาน...... ขนาดที่ คนๆ นึงสามารถลืมได้....
........ แต่.... มัน... เป็นแค่ เวลาช่วงข้ามคืนเท่านั้น...
ที่คนๆ นึง จะนึกถึง ................... .............. ต่อไปนี้........
.............. จะไม่มี........ น้ำเสียง.. ความรู้สึก ... .. อะไรๆ ... อีกแล้ว.....
.................. แล้วชั้นจะอยู่ได้ยังไง ?
* วันที่เธอมีความสุข ... วันที่ชั้นอยากหายไปจากโลกนี้ กระต่ายขาว"กระต่ายขาว"
ขอถามเธอหน่อยแล้วกัน ว่าถ้าเธอไม่ได้อ่านคำๆ นี้ในตอนนี้ เธอจะนึกถึง กระต่าย ที่มีตัวสีขาว ขนปุยๆ ขึ้นมามั้ย ?
พอที่จะไม่ให้ กระต่ายขาว ไปแทรกในความคิดเธอหรอก นอกจากจะมีความจำเป็นบางอย่าง
อาจจะนานเป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือน..
เธอก็นึกถึงภาพของ กระต่ายขาว ภายในจิตใต้สำนึกของเธอ ขึ้นมาทันที
มันคงอยู่ในจิตใต้สำนึกของเธอ ยังอยู่ใน Cerebrum ของเธอ
แล้วเธอก็ไม่ได้นึกถึงมันด้วยความคิดของเธอเอง จนกว่าจะมีใครพูดชื่อมัน หรือ อะไร อะไร ก็ตาม
เอาเป็นว่า ถ้าทั้งหมดนี้ เธอไม่เข้าใจ ก็ปิดหน้าต่างบล๊อกนี้ไปเลยแล้วกัน อย่าคอมเม้นคำว่า ไม่เข้าใจ
รับรู้เวลาใครสักคนหนึ่งมาพูดว่า จะไม่ลืมชั้น แต่ชั้นไม่เชื่อถือในคำพูดนั้นๆ นัก แต่อย่างน้อยมันก็เป็นความจริง
เมื่อใดที่มีคนพูดแบบนี้ ชั้นคงจะขอบคุณด้วยรอยยิ้ม แต่ในใจ คงกระซิบบอกเขาคนนั้น แผ่วเบา..
ที่
แต่เธอไม่ได้นึกถึงชั้นเลย..
Thanks FIRST BOOK ระวังกระต่ายขาวกัด พระอาทิตย์วันนี้ ตื่นขึ้นมาพร้อมกับ “พระอาทิตย์” อันที่กลม ๆ ส้ม ๆ แดง ๆ ผลุบๆ โผล่ๆ ทุกวัน
ตึกสูง ชั้น 17 ในห้องนอนที่เต็มไปด้วยสิ่งของสีดำ ม่านสีขาวถูกเปิดออกด้วยรีโมทอย่างช้า ๆ แสงแดดสีส้มอ่อนสะท้อนเข้าดวงตา
สวย..
ลืมตามามากกว่า 5,600 วัน เพิ่งจะรู้ว่า “พระอาทิตย์” สวย ก็วันนี้แหละ
อาจเป็นเพราะหน้าต่างที่บ้าน หันไปทางทิศตะวันตก ตอนที่แสงแดดจ้า พร้อมแผดเผาทุกสิ่ง ไม่สวยเลย
บางทีเปลี่ยนมุมนอนที่บ้านบ้างก็ดี แอบไปนอนบ้านคนอื่น เหมือนกับวันนี้บ้างก็ดี ไม่ติดอยู่กับที่เดิม ๆ
แล้วอาจจะรู้ว่าจริงๆ แล้ว ทุกสิ่งมันสวย กว่าที่เคยเป็น
นอนคว่ำหันหน้าไปยังหน้าต่างบานใหญ่ แสงแดดยามเช้ายังสาดแสงเข้าดวงตา ผมสีน้ำตาลหล่นลงบังตาไม่มากนัก
ทั้งเส้นผม และ แดดอ่อนๆ เล่นแสงสะท้อนกันไปมา
คนที่ไม่ได้มีผมสีน้ำตาลคงไม่รู้หรอก ว่าเวลาเห็นสีรุ้งที่ปลายเส้นผมมันเป็นยังไง
แล้ว.. พรุ่งนี้ก็อยากจะตื่นเช้าให้ได้แบบนี้ ถ้าไม่ได้นอนดึก วันเวย์ดรีมผมจดจ้อง มองผมสีดำที่ปลิวไสว ล้อสายลมเบา ๆ เธออยู่ห่างจากผมเพียงไม่กี่ที่นั่งบนรถไฟสายใต้นี้
เนิ่นนาน ราวกับเวลาไม่ได้เดินไปสักนิด
เธอหยิบสมุดเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่งขึ้นมาบนตัก จับปากกาสีเทาเข้มแล้วเขียนอะไรบางอย่างลงไป เหม่อมองออกไปไกล นอกหน้าต่าง แล้วก้มลงจดสิ่งต่างๆ ลงในสมุดเล่มนั้น
ราวกับกลัวจะลืมสีเขียวขจีของท้องทุ่งที่อยู่ด้านนอก
ผมหยิบกล้องถ่ายรูปดิจิตอลเครื่องเล็กออกมาจากกระเป๋า หันหน้ากล้องไปยังที่ที่เธอนั่ง
เธอเงยหน้าแล้วมองมาเหมือนกับจะรู้ตัว แต่ท้ายที่สุดเธอก็ส่งยิ้มให้บุรุษชุดน้ำตาลที่เดินตรวจตั๋วโดยสาร ไม่ใช่ผม
แล้วจึงหันมองออกไปนอกหน้าต่างอีกเช่นเคย ทางที่เธอมองออกไป ผมไม่รู้ว่ามันคือหนทางใด ไกลซักเท่าไหร่
ผมไม่รู้
เพราะแม้แต่ทางของผมยังคงมืดมนไปหมด เรียนจบมาแล้วตั้งครึ่งปี แม้จะรู้ดีว่าสิ่งที่เลือกเรียนมันไม่ใช่ ผมก็ยังหาทางเดินของผมไม่ได้ซะที
ถ้าการเดินทางไกล จะทำให้ผมสิ่งในสิ่งที่ใจฝัน ผมก็เลือกที่จะเดินทางต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะทางเส้นนั้น
เธอยังคงใช้ปากกาลากลายเส้น ที่อาจจะไม่ใช่เพียงลายอักษร ผมยังคงนั่งมองเธออยู่นาน
..... ...............
นาทีที่แสงแดดใกล้จะลับตา กลับกลายเป็นความมืดมิด เพียงชั่วหนึ่งขณะที่ผมเผลอหลับไป เสียงเตือนเพื่อบอกว่าใกล้ถึงสถานีสุดท้ายปลุกผม
ผมรีบมองไปยังเธอคนนั้น
เธอยังอยู่
เฮ้อ...
ผมถอนหายใจเพื่อแสดงถึงความโล่งใจเพียงนิด เธอยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ผมสีดำของเธอยังคงล้อเล่นกับสายลมที่ผ่านเข้ามาในซอกหน้าต่าง
แต่เพียงอีกไม่กี่นาที ผมก็จะไม่ได้มองเห็นภาพนี้อีกแล้ว เธอคงจะไม่ได้นั่งอยู่ที่ตรงนั้นต่อ ผมเองก็คงจะไม่ได้นั่งตรงนี้เช่นกัน เราก็คงจะไม่ได้พบกันอีก
ผมตัดสินใจ หยิบกล้องขึ้นมาอีกครั้ง หันหน้ากล้องไปยังเจ้าของผมสีดำสลวย และ กดถ่ายภาพ แสงจากแฟลตทำให้เธอเงยหน้าขึ้นมามอง
เธอเห็นผม
เธอยิ้มให้กับผม
แล้วเธอก็ก้มลงหยิบสมุดบันทึกเล่มนั้นขึ้นมาอีกครั้ง อาจจะเพื่อบันทึกเหตุการณ์คราวนี้ หรือไม่ ผมไม่รู้
แต่ที่ผมหยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมาอีกครั้ง เพราะผมไม่อยากละจากความทรงจำดีๆ เหล่านี้เลย ผมยอมรับว่าไม่ชอบการเขียนบันทึก แต่ชั่วขณะหนึ่ง ผมคิดว่า ทำอย่างไร จึงจะสร้างบันทึกความทรงจำเล่านี้ได้ ชัดเจนกว่าการบรรยายในรูปแบบตัวอักษร
กล้องที่อยู่ในมือผม บอกผมว่า ให้ใช้มัน
ผมจึงหยิบมันขึ้นมา ทำในสิ่งที่เป็นแบบเดียวกับที่เธอทำ
อะไร สำคัญกว่า ความทรงจำในชั่วหนึ่ง ๆ ผมถามตัวเองว่า ถ้าผมได้ลบความทรงจำที่เลวร้าย เจ็บปวดปางตาย ออกไปได้ ผมจะมีความสุขใช่มั้ย ?
ผมคงจะสุข แต่สุขในแบบไม่รู้จักคำว่าทุกข์ สุขโดยไม่เห็นคุณค่าของมัน สุขไปวัน ๆ มันใช่ความสุขจริงๆ งั้นเหรอ ?
ผมภูมิใจ ในความทรงจำที่เลวร้าย แต่ถูกซ่อนด้วยสิ่งดีๆ เต็มไปหมดนี้ มันทำให้ผมเป็นผม อย่างทุกวันนี้
เสียงเตือนสุดท้ายบอกว่า เราได้มาถึงยังชานชาลาสุดท้ายของรถไฟสายใต้ เธอคนนั้นลุกขึ้นหยิบกระเป๋าแล้วเดินลงจากรถไฟไป โดยที่ไม่ได้หันกลับมามองผม
แต่ผมรู้ครับ ว่าเราจะเป็นความทรงจำของกันและกัน อาจจะไม่ใช่ ในสมองหรือจิตใจ แต่เป็น ในสมุดบันทึกเล่มเล็ก และ รูปเพียงใบหนึ่ง
ขอบคุณนะครับ คุณผู้หญิง ขอบคุณที่ทำให้ผมเห็นทางที่ผมจะเลือกเดิน ผมอาจจะไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นช่างถ่ายรูป แต่ผมก็เลือกที่จะเป็นได้
วันเวย์ดรีม *
ทางของผม มีคนทำให้ผมเห็น แต่มันอยู่ที่ว่าผมจะเลือกเดินไปหรือเปล่าเท่านั้นเอง
คนอื่นนับล้านบนโลกรวมทั้งคุณก็คงเป็นเหมือนกัน ... Acidently, in five daysผมมีเวลาเพียง 5 วัน
กับการปฏิบัติการอันหนักอึ้ง จนแทบละลายนี้
เพราะถ้าเลยเวลาดังกล่าวไป
ผมคงจะไม่ได้เจอเธออีก
คุณเคยอยากเจอใครสักคน
แต่คุณก็รู้ดีว่า มันจำเป็นต้องเกิดจากความบังเอิญ มั้ยครับ ?
และ .. ตอนนี้
ผมกำลังสร้าง สิ่งที่เรียกว่า “ความบังเอิญ” ให้เกิดขึ้น
6.50 น. วันที่ 1
มันคงเป็นเวลาเช้าเกิน ที่ผมจะถีบร่างให้ลุกจากเตียง
แต่ไม่ได้ .. ไม่ได้ ผมสั่งกับตัวเองไว้แล้ว
ว่าวันนี้คือวันสำคัญวันแรก
เหตุผลที่ต้องตื่นเช้านะเหรอ ..
เสียงกลอนล๊อคประตูห้องข้างๆ ดังขึ้น
พร้อมกับเสียงเปิดประตู
ใช่ครับ
ผมกำลังนั่งรอเสียงนี้อยู่
เพราะหลายครั้งก่อนหน้านี้ผมก็เจอเธอเวลานี้
ผมเลยคิดไปเองว่า มันเป็นเวลาออกจากบ้านของเธอ
ผมเปิดประตูออก
“เธอ” ที่กำลังกดปุ่มลิฟท์อยู่ หันหลังมาเบาๆ
แล้วยิ้มให้กับผม
นั่นเป็นเรื่องธรรมดาฮะ
ผมเห็นเธอยิ้มแบบนี้ทุกครั้ง และกับทุกคน
แต่วันนี้ จะพิเศษกว่า
“อรุณสวัสดิ์ครับ”
ผมกล่าวประโยคแรกตั้งแต่เจอกันกับเธอในลิฟท์แคบ ๆ
เธอเพียงยิ้มตอบกลับ
แล้วก็เดินออกจากลิฟท์ไป อย่างไม่หันกลับมามอง
.....................
.................................
วันที่ 2 เวลาเดิม
ผมยังคงต้องตั้งนาฬิกาปลุก เพื่อไปลงลิฟท์ และขึ้นลิฟท์
แล้วกลับมานอน เป็นวันที่ 2
เสียงประตูเปิดขึ้น
ผมเปิดประตูออกไป
“อรุณสวัสดิ์ครับ”
เธอหันหน้ามามองหน้าผมนิดหน่อยแล้วยิ้ม
ลิฟท์ตัวเล็ก ๆ ค่อยเคลื่อนที่ลงจากชั้นเก้า
เวลามันช่างผ่านไปเร็วนัก
ประตูลิฟท์เปิดสู่ชั้นหนึ่ง
เธอเดินออกจากลิฟท์ แล้วหันกลับมามองผมอีกครั้ง
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ”
...................
....................................
วันที่ 3 ไม่ใช่เวลาเดิม
เมื่อคืนผมคงหนักไปหน่อย ร่างกายเลยแทบจะไม่มีแรงลุกขึ้น
ตัดสินอยู่ว่า ... จะนอนต่อ ดีมั้ย
... เหลือเวลาแค่ 3 วันเองนะ
เอ.. หรือว่าจะนอนต่อดี ..
ขณะที่ผมตัดสินใจอยู่เวลาก็ไม่ได้หยุดรอ
นาฬิกาบอกเวลาว่าเลยเวลาที่จะได้พบเธอแล้ว
................
แต่วันนี้ไม่ได้ยินเสียงเจ้าของห้องข้างๆ เปิดประตู
เธอคงออกไปแล้วล่ะครับ
ผมตัดสินใจลุกขึ้นเดินเหมือนซอมบี้เพื่อไปเดินเปิดประตู
เจ้าของร่างบางที่ยืนพิงผนังเพื่อรอลิฟท์ ยิ้มให้กับผม
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ”
“ทำไมวันนี้ออกสายล่ะครับ ?” ผมถามกลับ
เธอเพียงยกมุมปากขึ้นอีกเล็กน้อย แล้วเดินเข้าลิฟท์ที่มาถึงพอดี
แต่ผมยังคงใส่ชุดนอน .. เลยไปได้ขึ้นลิฟท์ไปด้วย
...................
.........................
วันที่ 4
ผมตัดสินใจตื่นเช้าขึ้นกว่าเดิมอีกนิดหน่อย
แม้จะรู้ว่ามันไม่ได้ทำให้เวลาของผมกับเธอเพิ่มขึ้นเลย
เสียงประตูเปิดขึ้น
ผมเปิดประตูออกไป
“อรุณสวัสดิ์ฮะ”
“ค่ะ”
“จะย้ายออกเมื่อไหร่เหรอครับ”
ผมถามคำถามที่รู้อยู่แก่ใจอยู่แล้ว
“.........................”
เธอไม่ได้ตอบ
เธอไม่ได้หันหลังกลับมามอง
เธอไม่ยิ้ม
วันนี้เธอเป็นอะไรไป ?
....................
..................................
วันสุดท้าย
ผมตื่นก่อนเวลาที่เคยให้นาฬิกามันปลุก ครึ่งชั่วโมง
เฝ้าคิดว่ามันเป็นวันสุดท้ายที่จะได้เจอกัน
ผมรู้เพียงว่า เธอมาฝึกงานแถวนี้ เลยอาศัยห้องข้างๆ ของพี่ชายที่ซื้อไว้ก่อนไปต่างประเทศอยู่
และได้ยินจากห้องข้างๆ มาอีกทีว่า เธอจะกลับไปอยู่บ้านวันนี้
เสียงประตูข้างห้องเปิดขึ้น
แต่ผมยังไม่เปิดประตูออกไป
..........
ได้แต่นั่งคิดในใจ
ว่าเธอจะรู้ไหมนะ ว่าหลายๆ วันที่ผ่านมา
มันเป็นวันแห่งความบังเอิญที่ผมสร้างขึ้นมา
หรือว่า ผมคิดไปเองฝ่ายเดียว
ความบังเอิญ ก็คือความบังเอิญ ..
.............
....................
เวลาล่วงเลยออกไปนานกว่าครึ่งชั่วโมง
ผมนึกถึงภาพที่เจอกันครั้งแรกไม่ออก
ตอนไหน เวลาไหน .. ก็จำไม่ได้
รู้แต่ว่าเธอมาอยู่ที่นี่สามเดือนแล้ว
.....................
..............................
แต่ผมโง่เองที่ใช้เวลาเพียง 5 วันสุดท้าย
รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ทำ
คุณคิดว่าผู้ชายทั้งโลกจะกล้าจีบผู้หญิงที่เจอกันบนลิฟท์ไม่กี่ครั้งเหรอครับ ?
ถ้านั่นเป็นความจริง ผมก็คงไม่ใช่ผู้ชาย แล้วล่ะ
แล้วอีกอย่าง เรื่องนี้
มัน... คงสายไปแล้ว
ความตั้งใจที่อีกฝ่ายไม่รู้ ก็คงสรุปได้ว่าเป็นเพียงความบังเอิญ ..
ผมเปิดประตูออกไปอีกครั้งอย่างไม่มีความหวังใด ๆ
เจ้าของดวงตาสีดำเข้มกำลังจ้องมองประตูที่ผมเปิดออกอยู่
มันสร้างความ งงงวยแก่ผมนิดหน่อย
เธอเดินมาใกล้ ๆ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงคล้ายโกรธ
“ตื่นสายละสิ ?”
“ปะ เปล่า .. ครับ ตื่นนานแล้ว” ผมตอบด้วยความมึนงง
“แล้วทำไมออกมาช้าล่ะ ?”
นี่เธอกำลังพูดเรื่องอะไรอยู่เนี่ย ?
“อะไรเหรอครับ ?”
“ก็ชั้นรอนายตั้งนานแล้วอ่ะ ปกติออกมาตอน เจ็ดโมงครึ่งไม่ใช่เหรอ ??”
“รอ ? .. รอผม ? .. รอใคร ? .. รอ ........ งั้นเหรอ ?”
“ช่ายย !! รอนายนั่นแหละ หรือนายคิดว่าที่เจอกันมันเป็นความบังเอิญจริง ๆ ?”
“.............................”
“เอาเถอะ ๆ เอาเป็นว่า จะไปกันได้ยัง ดูสิ สายมาตั้งชั่วโมงกว่าแล้ว”
เธอเดินไปกดปุ่มขึ้นลิฟท์แต่ผมรั้งตัวเธอไว้ก่อน
“เดี๋ยวครับ ที่พูดเมื่อกี้ หมายถึง คุณก็ไม่ได้คิดว่ามันเป็นความบังเอิญใช่มั้ย ?”
“มัน .. มัน ....” เธอหลบตาผมแล้วก้มลง ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้น แล้วกล่าวต่อ “มันคงเป็นความบังเอิญสำหรับนาย แต่มัน .. ไม่ใช่สำหรับชั้น ”
“หมายความว่าไงครับ ?”
ตาของผมเป็นประกายขึ้น เมื่อได้ยินบางสิ่งจากปากเธอ
“เอาเป็นว่าปกติจริงๆ อ่ะ ชั้นออกจากบ้าน เจ็ดโมงนะ เข้าใจมั้ย ?”
“หมายความว่า ปกติ รอผม ??”
“รอจนไปทำงานสายทุกวันเลยแหละ ”
เธอพูดบ่นพึมพำเบาๆ เพียงพอที่จะทำให้ผมได้ยิน ..
แล้วก็ก้มหน้างุด ๆ เดินเข้าลิฟท์ ผมเดินตามเธอเข้าไปช้า ๆ
ก่อนที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ กับความคิดของตัวเอง
.........บางทีความบังเอิญก็เกิดขึ้นจากความตั้งใจ .. ใช่มั้ย ....
“แล้วจะย้ายออกวันนี้เลยหรือเปล่าครับ ?”
“ยัง” เสียงเธอยังแข็ง อาจจะเป็นเพราะความอาย มั๊ง ?
“อ้าว .. ทำไมละ ? ”
“ไปฝึกงานแก้ตัวใหม่”
“หืม .. ทำไมงั้นละ ? ทำอะไรไม่ดีไว้เหรอ ??”
“ไม่รู้จริงๆ เหรอ ?” เธอแหง่นหน้ารูปไข่ขาวๆ มาหาคำตอบจากผม
“ไม่รู้ .. เพราะอะไรล่ะ ?”
“ไปทำงานสายน่ะสิ !!!!! ”
ผมขำ คิกคิก ในใจอยู่พักนึง พลางคิดไปว่า จริงๆ แล้ว เธอน่าจะตอบกลับว่า
..... ไปทำงานสาย เพราะ รอผม ... มากกว่านะ
ถ้านี่คือความบังเอิญจริง
ผมก็อยากจะให้เกิดความบังเอิญในทุก ๆ วัน
แต่มยังสงสัยอยู่ ว่าจริงๆ แล้ว ความบังเอิญ มันเป็นเพราะ “โชคชะตา” หรือเปล่านะ ?
หรือมันเกิดจาก
ความตั้งใจของใครบางคน
ที่อีกคนคิดว่ามันเป็นแค่ “ความบังเอิญ” ไม่รู้ .....
กันแน่นะ ??
สองคน สายฝน และกุหลาบ“อะไรทำให้เธอทรมานใจที่สุด ?”
-----------------------------------
ทางกลับบ้าน บนรถแท๊กซี่คันเก่า กับดอกกุหลาบก้านหัก ที่ได้มาจากการหาเสียงของคณะสี “รุ้ง เค้าบอกว่า ถ้ามีใครทำก้านกุหลาบของเราหัก จะอาภัพรักชั่วชีวิตนะรู้เปล่า ?” ชั้นพูดติดขำ ๆ กับเพื่อนที่นั่งรถมาเพื่อลงป้ายรถเมล์ตรงแยก “บ้าดิ !! จริงเปล่า ?” “ไม่จริง” ชอบตอบกลับไปทันที ก่อนที่จะบอกคนขับให้ส่งเพื่อนลงไปก่อน
............. ......................... ......................................
ป๊อก ..
เป๊าะ ..
เป๊าะ ..
เป๊าะ .....
เสียงของก้านกุหลาบที่ถูกหักเป็นหลายๆ ท่อน ดังไม่ได้จังหวะ
“เค้าบอกถ้าหักก้านดอกกุหลาบที่แฟนให้มา จะอาภัพรักนะ รู้เปล่า ..” เสียงชายหนุ่มในอดีต ดังก้องในหัวสมอง “จริงเปล่าเนี่ย !!” “ไม่จริงหรอก” เขาขำ แล้วหันมามองหน้าชั้นก่อนที่จะพูดว่า “ความรักมันขึ้นอยู่กับคนสองคนต่างหากเล่า” ................ ....................... ใช่ ..
สายฝนที่ตกอยู่ด้านนอก ชะล้างรถคันเก่าให้ดูใหม่ขึ้นมาเพียงนิดหน่อย มันยังตกแรงขึ้น แรงขึ้น และ แรงขึ้นอีกเรื่อย ๆ บรรยากาศเย็นๆ บนรถ ทำให้ชั้นกำก้านกุหลาบที่หักแน่นขึ้น ดีที่หนามของมันถูกหักออกไปหมดแล้ว มือเลยไม่เจ็บ แต่กลับเจ็บที่ใจแทน
หน้าตึก 13 ของคอนโดชุด ฝนเริ่มซาลง พอที่จะเดินไปซื้อยาแก้ปวดท้อง ที่ตึกข้างๆ ได้ ความเย็นจากหยดน้ำกระทบกาย แต่ในใจกลับร้อนขึ้น ......... วันก่อน ไม่เคยต้องซื้อยาเอง ไม่เคยต้องไปหาหมอเอง แต่นั่นคือ “วันก่อน” ไม่ใช่ “วันนี้” ............... ........................ ความคิดทำให้ชั้นหยุดอยู่กับที่ไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ แต่รู้สึก ว่าเสื้อนักเรียนสีขาวออกฟ้าอ่อนนี่ เปียกมาด ๆ และกุหลาบในมือยังทำให้คิดถึงประโยคนั่น
ในห้องนอน กับเตียงขนาดควีนไซด์ ชั้นล้มตัวลงนอน
.......................
และนึกถึงคำถามที่อยู่ในบรรทัดแรก........
--------------------------------------- “อะไรทำให้เธอทรมานใจที่สุด ?” .............................
“นั่นคือ คำว่า 'ความรักขึ้นอยู่กับคนสองคน' กับ สายฝน และ ดอกกุหลาบ“ คนเดียวถ้าเธอต้องการหาใครสักคน ที่สามารถหยุดอยู่ในชีวิตของเธอ
ไม่เลยผ่านไปไหน
ชั้นเป็นได้นะ ชั้นจะเป็นให้
เพียงแต่....
ชั้นอาจจะไม่ได้อยู่กับเธอตลอดเวลา แต่รับรอง ว่าจะอยู่กับเธอตลอดไป เข้าใจมั้ย ?
อย่าเศร้าไปเลยนะ .. มองมาที่ชั้น .. คนเดียวก็พอ
นะคะ .. นะ ไม่มีหรอกพระเจ้า อาจจะทำให้เราพบกัน ให้ได้รักกัน
แต่ไม่ได้ให้อยู่ด้วยกันตราบนานเท่านาน
เพราะท่านบอกว่า
เรายังสามารถแบ่งปันเวลาเพื่อสิ่งอื่นได้ นอกเหนือจากความรัก
บางสิ่งบางอย่าง มันหวานหอมกว่าความรัก เพียงแต่ท่านให้มนุษย์ค้นหาเอง .. ล่ะมั๊ง ...
ไม่รู้หรอก ไม่มีใครรู้หรอก
แม้แต่บางที เรายังไม่อาจรู้เลย ว่า คำที่ชั้นพิมพ์บรรทัดแรก มีอยู่จริง หรือไม่ .. คำสัญญาชั้นเคยสัญญากับเธอ
ทุกครั้งที่สัญญา
ชั้นจะบอกว่ามันเป็นไปได้อย่างแน่นอน
เพื่อให้เธอมั่นใจ
และหลงเชื่อในลมปาก
กับคำพูดง่าย ๆ แบบนั้น
สัญญา
สัญญา
และ สัญญา
ผูดมัด การกระทำหลาย ๆ อย่างไว้
พอชั้นผิดสัญญากับเธอ
เธอเสียใจ
เธอบอกว่า ทำไมชั้นถึงทำไม่ได้
ทำไม และ ทำไม
ชั้นตอบเธอไม่ได้
แล้วก็จะไม่หาคำตอบให้เธอหรอก
แต่ชั้นจะถามเธอกลับบ้างว่า ..
ทำไมถึงต้องให้ชั้นสัญญาด้วย ?
หรือ เธอเชื่อใจ
ข้อผูกมัดที่เกิดจากการเอ่ยปากบอก
มากกว่า ที่เกิดจากความรู้สึกจริงๆ
ช่างเถอะ
มันอาจจะเป็นเพราะ
เธอรู้สึกว่า การพูดให้สัญญา มันมีน้ำหนักกว่าการเข้าใจกันก็เป็นได้
แต่ถึงอย่างนั้น
ค่าของมัน ก็ไม่ต่างกัน
คำพูดว่าสัญญา
นิ้วก้อยที่เกี่ยวกัน
หรือ
อ้อมกอดที่ผูกมัด
การแสดงออกต่างๆ นั้น
ไม่ได้ทำให้คำว่าสัญญาเป็นจริงขึ้นมาเลย
ชั้นเลยอยากบอกเธอ
ว่าต่อไปนี้ชั้นจะเลิกให้คำสัญญา
เพราะชั้นคิดว่า
"เก็บคำพูดนั้นไว้ดีกว่าที่รักษาคำพูดนั้นไว้ ไม่ได้"
แต่ก่อนอื่น
เธอต้องแยกให้ออกว่า
เก็บคำพูดไว้
กับ
รักษาคำพูด
มันต่างกัน
ปล. แรงบรรดาลใจจากคำพูด ผู้สมัครประธานนักเรียนเบอร์ 6 ที่เคยรู้จักกัน ขอให้ได้เป็นแล้วกันนะ ... 9hklI forgive you for being away for far too long Just keep breathing
ชั้นยกโทษให้เธอ ที่เธออยู่ไกลแสนไกล แล้วก็ไกล ขอแค่มีชีวิตอยู่ ก็เพียงพอ หลงทางตอนนี้กำลังรู้สึกแบบนี้อยู่ ......... ....................
พอแหงนมอง ท้องฟ้า *
เวลาที่ก้มมองพื้นดิน *
พอหันมองด้านหลัง * ก็เจอเต่าตัวที่วิ่งแข่งกับกระต่ายอยู่ มันยังคงเดินอย่าช้าๆ อยู่ข้างหลังโดยไม่ย่อท้อ.. ก็รู้สึก อยากเป็นเหมือนเต่าตัวนั้น
แล้วพอเงยหน้ามอง * คนที่กำความสำเร็จไว้บนมือทั้งสองข้าง ก็อยากเป็นคน ๆ นั้นซะเลยเกิน
ก็เลย ลองหลับตา
สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ
นับ หนึ่ง................ สอง........................ สาม...............
ปล่อยลมหายใจออกมาอย่างช้า ๆ ช้า ๆ ....
ช้า ๆ .........
แล้วค่อย ๆ ลืมตา
....................... ............... แต่ตอนนี้ ยังไง ก็ต้องเป็นตัวของตัวเอง *
ทำได้แค่ ยิ้มรับ ในสิ่งที่ตัวเองเป็น อย่างที่เป็นอยู่
ทุกวัน
ทุกวัน .............. .............................. ............................................
ก็รู้ ว่าตัวเอง ไม่หลงทาง
------------------------------ ปล . เขียนขึ้นมาเพื่อตอกย้ำ ตัวชั้นเอง Zoom inZoom in *
ภายในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล สีดำมืดมิด และลึกลับเกินสิ่งใด
v v v v v
ภายในโลก ใบสีฟ้า - เขียว ที่อุดมไปด้วยพื้นน้ำกว่า เศษสามส่วนสี่ของโลก
v v v v v
ภายในประเทศที่ตั้งอยู่ลองจิจูดที่ 105 ตะวันออก ที่เส้นศูนย์สูตรเกือบลากผ่าน “ประเทศไทย”
v v v v v
ภายในเมืองหลวงเล็ก ๆ ที่มีรถติดมากที่สุดในประเทศ ควันจากยานพาหนะที่แล่นบนท้องถนนยังคละคลุ้ง
v v v v v
ภายในตึกสูงและใหญ่ ย่านชุมชนเมือง ตึกที่มีรูป เครื่องหมายบวกสีแดงกำกับอยู่
v v v v v
ภายในห้องกว้าง บนชั้นสี่ของตึก ที่มีโต๊ะขนาดใหญ่ และเอกสารมากมายวางเกลื่อน
v v v v v
บนโต๊ะกระจก หน้าโซฟาสีเทาเข้ม ที่มีจานขนม แก้วกาแฟเปื้อนคราบ และ กระดาษโน๊ตเล็ก ๆ วางอยู่
v v v v v
ภายในกระดาษโน๊ตเล็ก ๆ รูปคล้ายสี่เหลี่ยมมุมฉาก ที่ดูเหมือนจะฉีกจากกระดาษสมุด มีข้อความไม่กี่บรรทัดเขียนอยู่
“กลับบ้านกันน ไปกินข้าวได้แล้วหมอ รออยู่ข้างล่างเน้อ ... Bezn .”
v v v v v
ภายในข้อความสั้น ๆ แต่อ่านแล้วเข้าใจ มีความรู้สึกมากมายซ่อนอยู่ ความรู้สึกที่มากมาย
มากมาย ..
เอ่อล้น ..
เอ่อล้น ..
v v v v v
..............
.........
v v v v
อ้าว .. เฮ้ย กล้องเสีย !! !! ซูมต่อไม่ได้ซะแล้วแหละ .. แย่จัง ..
บางทีคงเป็นเพราะ คนที่จะซูม ความรู้สึก ที่อยู่ภายในข้อความนั้นได้ คงมีแต่ คนที่ได้อ่านข้อความนั้น เพียงคนเดียว ..
คนที่ ช่วยฉุดชั้นขึ้นมา ให้กลับมาพบกับโลกใบเดิม ๆ ที่ตัวเองพยายามวิ่งหนีอยู่ ..
โลกบนความเป็นจริง ในความรู้สึกใหม่ * กระดิ่งลมช่วงนี้ลมพัดแรง แล้วก็มักจะพาเมฆฝน ก้อนใหญ่มาด้วยเสมอ ......
อีกไม่นานหลังจากนั้น ฝนก็จะตก
หนักบ้าง .. เบาบ้าง บางทีก็มีแค่ลมเย็น พร้อมๆ ปอยฝน ..........
ที่สำคัญ มันคงเป็นแค่ฤดูนี้ ที่ผมจะสังเกตเห็นบางอย่าง และได้ยินเสียงมันแว่วๆ มาแต่ไกล เสียงของมันแผ่วเบาแทบกลืนกินไปกับเสียงลม
วิ๊ว .. วิ๊ว
กริ๊ง .. กริ๊ง ..
วิ๊ว .. วิ๊ว ..
กริ๊ง ... กริ๊ง ..
วันไหนลมแรง มันก็จะส่งเสียงเรียกผมถี่ขึ้น
แต่มันขึ้นอยู่กับความสนใจของผมด้วย.. เพราะถ้าไม่สดับตั้งใจฟังมันดีๆ เสียงมันแทบจะไม่แตกต่างอะไรกับเสียงลมเลย
ผมชอบเสียงของมัน ในบางคราว ที่อยากให้ใจเย็นลงบ้าง นั่งมองดูมัน .. ปลิวไหวไปกับสายลม
กริ๊ง .. กริ๊ง ..
แม้มันจะร้องเรียกผมทุกวัน ด้วยแรงลมที่ผัดผ่านช่องตึกชั้นเก้า .............. แต่ผมจะได้ยินเสียงชัดเจนของมันเพียงไม่ถึง 10 วัน .. ตลอดทั้งปี
พอได้ยินเสียงของมันคราใด ราวกับมันจะบอกอย่างน้อยใจ ว่า
“ชั้นเป็นเพียงกระดิ่งลม .. ที่มีความสำคัญในครั้งคราว เวลาใดที่ไม่สนใจ ชั้นก็ราวกับจะไม่มีความสำคัญอะไรเลย แม้... จะหวีดร้องจนตัวสั่น เท่าใดก็ตาม ”
หึ .. คิดไปก็ขำ มันคงเหมือนกับผม ที่แม้จะหวีดร้องดังก้องเพียงใด เธอก็ไม่กลับมา ..
แต่ยังไง สำหรับกระดิ่งลม ผมก็ยังรู้ว่ามันอยู่นอกหน้าต่างเสมอ...
Outside the big window * Being outsideWhen I'm with you, we stay up all night.
When you're not here, I can't go to sleep.
สองประโยคข้างบน ..
มันอาจจะคล้ายกัน ในความเป็นจริง ..
ถ้านั่นหมายว่า เรากำลังอยู่บนโลก ที่ไร้ ความรู้สึก .. นะ
แต่ แม้แต่พระผู้เป็นเจ้า ยังไม่สามารถลบสิ่งที่เรียกว่า ความรู้สึก ได้เลย
แล้ว .. นับประสาอะไร กับเด็กหญิงผมสีชอคโกคนนึงกันล่ะ ?
แต่ความรู้สึกทรมาน ๆ แบบนี้ ไม่ชอบเลยจริงๆ
คงจะมีสักคืน ที่นอนหลับได้สนิท .. ไม่ต้องออกไป ข้างนอก
Update on mobile, Being on the one-way road , PATTAYA. And.. It's raining.
edit on computer 16:44 * โต* ม. ปลาย
ชุดนักเรียนใหม่
ทรงผมใหม่
เพื่อนใหม่
ห้องเรียนใหม่
โต๊ะใหม่
เก้าอี้ใหม่
หนังสือเรียนใหม่
สมุดใหม่
วิชาเรียนใหม่
อาจารย์คนใหม่
เลิกเรียนเวลาใหม่
โทรศัพท์ใหม่
เบอร์ใหม่
และ อะไร ๆ ใหม่ ..
แต่สุดท้าย...
ก็ยังคงตื่นเวลาเดิม
นอนเวลาเดิม
อยู่ในที่เดิมๆ
นึกถึงแต่เรื่องเดิมๆ
ติดอยู่บนโลกเดิมๆ
ความทรงจำเดิม ๆ
ที่แห่งความทรงจำเดิมๆ
...........
....................
..............................
และ
นึกถึงแต่ผู้ชายคนเดิม
แต่อย่างน้อย
ก็โตขึ้นมา...
บ้างแล้ว มืดที่สุด จึงจะเห็น แสงสว่างเที่ยงคืน สองนาที ที่นี่ ผมกำลังนอนมองท้องฟ้าที่สีดำมืดมิด จนเผลอคิดไปว่า มันเป็นของผมคนเดียว
แม้จะไม่มีเมฆบดบังแสง แต่จากที่นี่ กี่คืนๆ ก็มองไม่เห็นดวงดาวอยู่ดี
นักท่องเที่ยวเรียกอาณาเขตที่ผมยืนอยู่ว่า "ดินแดนแห่งความมืดมิด" มันเป็นชื่อเรียกที่ดูลึกลับสำหรับผมมาก เพราะผมเป็นเพียงนักท่องเที่ยว ที่หลงเข้ามา ณ ดินแดนแห่งความมืดมิดแห่งนี้
เมื่อก่อน ผมเคยเกลียดและหวาดกลัวกับความมืด ทุรนทุรายหาทางออกเพื่อจะพบกับแสงสว่าง จนกระทั่งมีวันหนึ่งที่คิดว่า ต้องเผชิญหน้ากับมันสักที แม้จะต้องกลบความกลัวที่มีอยู่ในใจให้ลึกแค่ไหนก็ตาม
ผมเลยเดินทางข้ามเส้นเวลาโลกมายังดินแดนแห่งนี้ ดินแดนที่ถูกความมืดมิดกลืนกินในยามค่ำคืน
หากคุณอยากสัมผัสดินแดนแห่งนี้ ว่าเป็นอย่างไร ผมแนะนำให้ปิดตาทั้งสองข้างภายในความมืด ............. ................
นั่นแหละครับ ท้องฟ้าที่คุณจะเห็นอย่างที่ผมเห็นตอนนี้ ..
ผมนอนมองท้องฟ้าจากตรงนี้มาหลายคืนแล้ว ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่โรคกลัวความมืดนั้นหายไป มันอาจจะค่อยๆ จางไปหาย หรือหายวับไปเลยก็ได้ ................. ............. แต่ที่แน่ๆ ความรู้สึกของผมตอนนี้ เหลือเพียงแต่ความหลงใหลในความลึกลับ ..................... .......... ในท้องฟ้าสีดำสนิท ที่มีประกายแสงสว่างเล็ก ๆ ที่ไม่รู้ว่าใช่แสงของดวงดาวหรือเปล่า.. เท่านั้นเอง
ผมว่า สำหรับผม คุณค่าของแสงสว่างไม่ได้มาจากดวงอาทิตย์ แต่มาจาก ความมืดมากกว่า *
มืดที่สุด จึงจะเห็น แสงสว่าง movinหยุดอยู่กับที่
หรือ
เดินต่อไปดี
บนบันไดเลื่อน... |
||||
|
|